พระไตรปิฎกสากลฉบับอักษรโรมัน: เกียรติและบุญของมหาวิทยาลัย วอชิงตัน ของชาวไทยและอเมริกันในรัฐวอชิงตัน

 

นับว่า เป็นเกียรติอย่างสูงและบุญอันใหญ่หลวงของมหาวิทยาลัย วอชิงตัน ของชาวไทยและอเมริกันในรัฐวอชิงตัน ที่มูลนิธิกองทุนสนทนาธัมม์นำสุข (ก่อตั้งโดย ท่านผู้หญิง ม.ล.  มณีรัตน์ บุนนาค ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ) ได้นำพระไตรปิฎกสากลฉบับอักษรโรมันสำเนียงปาฬี ตามรอยพระยุคลบาทของฉบับอักษรสยาม พระปิยะมหาราช ร. 5 มาสู่อเมริกา เป็นครั้งแรกเพื่อประดิษฐานอยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย วอชิงตัน นครซีแอตเติล และอยู่ท่ามกลางคนไทยในรัฐวอชิงตัน
          วัน ประวัติศาสตร์ของคนไทยในซีแอตเติ้ล เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2553 ประมานเทียงเศษๆ สมาคมของเราได้มีโอกาสเลี้ยงต้อนรับอาหารกลางวันแด่คณะผู้จาริกอัญเชิญพระไตรปิฎกสากล ตามรอยพระยุคลบาทของพระ ปิยะมหาราช (อันเป็นพระธัมมทานจาก สมเด็จพระสังฆราช และ พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ) จากประเทศไทย 26 ท่าน มาให้กับมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่ร้าน “ไทย 65” อยู่บนถนน University NE, Seattle ก่อนที่คณะจะเดินทางไปเปิดการบรรยายความเป็นไปมาของพระไตรปิฎกสากลฉบับอักษร โรมันสำเนียงปาฬีที่ห้องสมุด Seattle Public Library, NE branch ตอนบ่าย 2 โมงในวันเดียวกัน
คณะแขกผู้มีเกียรติที่มาจากเมืองไทยนำโดย พันเอก อาจารย์ สุรธัช บุนนาค (ประธานมูลนิธิกองทุนสนทนาธัมม์นำสุข) ทุกคนในคณะก็ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญและผู้มีใจบุญ ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทยทั้งนั้น บุคคลที่สำคัญที่สุดก็มี
·        หม่อมเจ้าหญิง วุฒิเฉลิม วุฒิชัย ซึ่งเป็นพระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช รัชกาลที่ 5 ท่านหญิงมีอายุ 76 ปี ชื่อเล่นว่า ท่านหญิงนัง เพราะเกิดที่เกาะปีนัง เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร (พระราชโอรสที่ 42 คนสุดท้าย ของ ร. 5) กับหม่อมประพันธ์ ชะตารุ่ง ท่านหญิงนังเป็นนักประพันธ์และจิตรกร  (โปรดดูภาพสีน้ำโพสท์คาร์ดท่านหญิงวาดที่ส่งมาให้พวกเราข้างล่าง )
·        ม.ล. อนงค์ นิลอุบล ซึ่งเป็นน้องสาววัย 93 ปีของ หม่อมหลวงมานิตย์ ชุมสาย ผู้รวบรวมดิกชั่นนะรี่ หรือ พจนานุกรม ภาษาอังกฤษ แปลเป็นภาษาไทย ที่พวกเราคนไทยได้ใช้เป็นคู่มือในการเรียนเขียนภาษาอังกฤษ หม่อม อนงค์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ (นิวเคลียร์ หรือ ปรมานู) เป็นอาจารย์ และเป็นที่นับถือในสังคมไทยว่า เป็นมารดาแห่ง เอ็นจีโอ ของเมืองไทย
·         คุณหญิง วิจันทรา บุนนาค เป็นธิดาใน เจ้าวงศ์จันทร์ (ณ เชียงใหม่) คชเสนี กับ คุณปฐม คชเสนี อดีตอธิบดีกรมทาง เป็นนัดดา (หลานตา) ใน “พลตรีเจ้าราชบุตร วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่” นักพัฒนา คุณหญิงเป็นสังคมสงเคราะห์ นักต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในรัฐบาลและราชการ อดีตนายกและผู้ก่อตั้ง สมาคมเลขานุการสตรีแห่งประเทศไทยประธาน สเปเชียลโอลิมปิคไทย
·        ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหา ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และ ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยวอชิงตัน
·        ศาสตราจารย์ ดร. เปี่ยมศักด์ เมนะเศวตคณบดี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นอุปนายกสถาบันราชบัณฑิต และ เป็นศิษย์เก่าของ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน
·        ม.ล. วราภา อุกฤษณ์ อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยครูสอนวิชาภาพยนตร์ทีโรงเรียนแสงอรุณ วิทยากร นักพัฒนาสังคมสงเคราะห์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ (เด็กนักเรียนมักจะเรียกอาจารย์หม่อมว่า ป้าอ้อ)
·        ม.ล. ผกามาลย์ เกษมศรี ผู้อำนวยการโรงเรียน สยามสามไตร นักกอลฟ์หญิงดีเด่น
·        คุณ ไกรสีห์ กรรณสูต ประธานศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยวอชิงตันแห่งประเทศไทย และ อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้เพิ่งจะเกษียนหลังจากที่ได้รับราชการรับใช้ประชาชนและชาติในองค์กรนี้กว่า 30 ปี
·        คุณ เพลิน เพชรเกื้อ ผู้เกื้อกูลอุ้มชูศาสนาพุทธและวัดต่างๆอย่างขันแข็งเต็มที่ไม่ขาดสาย
·        อาจารย์ อนินทิตา โปษะกฤษณะ ผู้อำนวยการโรงเรียนสยามสามไตร
 
งานเลี้ยงต้อนรับคณะผู้ใหญ่ผู้มีเกียรติที่มาเยือน นี้จัดขึ้นโดยสมาคมชาวไทยในรัฐวอชิงตัน ผู้มาร่วมงานก็มี ตัวแทนนักศึกษาไทยในหมาวิทยาลัยวอชิงตัน (น้องสธน น้องแก้ว น้องเล็ก) คณะกรรมการและบริหารของสมาคมมาเกือบทุกคนพร้อมคู่ชีวิต ทางสมาคมได้เชิญ คุณสมมาตร โตสกุล (เจ้าของร้านอาหารไทย Silver Spoon และ นพเก้า) ผู้ที่ได้รับเชิญอื่นๆก็มี คุณจูลี่ ฮอนเนค-ลิ้ม คุณทองแถม ยาสมุทร คุณสุพัตรา และ สาวิตรี สุกุล ทุกคนที่อยู่ใน Seattle หรือเมืองใกล้เคียงต้องจ่ายค่าอาหารหรือได้บริจาคเงินเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ยกเวันไม่ต้องเสียค่าอาหารก็มีแขกรับเชิญที่มาจากเมืองไทย และ คุณสมมาตร หรือ หมึก เท่านั้น เพราะคุณหมึกได้อุปถัมภ์บริจาคเงินช่วยสมาคมคนเดียวมาแล้วรวม $800 นับว่ามากที่สุด กว่าใครๆ
 
ตามกำหนดเวลา คณะผู้จาริกพระไตรปิฏกทั้งหมดจะมาถึงร้านอาหารราวๆ 11:00 น. และจะเริ่มทานอาหารกันประมาน 11:30 น หลังอาหารเที่ยง ประมาน บ่ายโมงเศษๆ เราก็จะเดินทางไปที่ห้องสมุดเพื่อไปฟังคำบรรยาย แต่..... อย่างที่เราได้ยินจากพระธรรมคำสอนว่า ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนในโลกและจักรวาลนี้ ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ และก็ได้เกิดขึ้นในเช้าวันอาทิตย์นี้เอง
 
หลังจากที่พวกเราคนไทยในท้องถิ่นรอนานประมาน 20 นาที หม่อมอนงค์ (93ปี) และคุณหญิงวิจันทรา (~75 ปี) พร้อมผู้ติดตาม นำโดยคุณเพลิน และ ผู้ร่วมเดินทาง อีก 4-5 คนก็มาถึงก่อน ที่เหลือเป็นกลุ่มใหญ่ สิบกว่ายิ่สิบคน แวะไปดูสถานที่ต่างๆในมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมงานสำหรับพิธีมอบในวันรุ่งขึ้น หรือ วันจันทร์ นั่นเอง หลังจากที่พวกเราได้ทำการคารวะและให้การตัอนรับแด่ สตรีผู้สูงทั้งอายุและศักดิ์ทั้ง 2 แล้ว ท่านทั้ง 2 ก็ไม่ถือตัวสนทนาพูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นกันอย่างตลอดเวลาที่เรารอคณะใหญ่ สาวน้อยหนุ่มน้อยที่ยังชมทิวทัศน์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยอย่างเพลินๆอยู่ ทั้งหม่อมและคุณหญิงมีความรู้สูงมาก ภาษาอังกฤษก็ยอดเยี่ยมสำเนียงดี แม้อายุจะเกือบร้อย หม่อมอนงค์ยังมีสมองและโสดประสาทไว ความจำดีเสิศ ท่านบอกว่าท่านเป็นน้องสาวของ หม่อมหลวงมานิตย์ ชุมสาย แม้อายุจะมากแต่ท่านก็ยังออกกำลังกายเสมอโดยการเดินรอบๆโต๊ะกินข้าวหลายๆรอบ ท่านยังร้องเพลงไทยให้เราฟัง นอกจากเสียงเพลงสดๆ (ชื่อเพลง โชคมนุษย์) แล้ว เราก็มีเสียงเฮฮาหัวเราะอีกด้วย ท้ายสุดท่านเปรยว่า ตื่นสายหน่อยเลยไม่ได้กิน Breakfast! พวกเราได้ยินก็ตกใจ เพราะเวลาก็ใกล้เที่ยงแล้ว ผู้เฒ่าทั้ง 2 ยังไม่ได้กินข้าวเช้าได้ยังไง พี่น้องคนสวยของเราก็เลยบอกให้น้องๆในร้านช่วยรีบเอาอาหารมาเสริฟให้สาวน้อย ทั้ง 2 ได้รับประทานลองท้องไปก่อน
 
เวลาในเช้าวันอาทิตย์ในร้าน ไทย65 นั้น รู้สึกว่าเดินช้ามาก เพราะเราต้องรอคอยคณะแขกชุดใหญ่นำโดย อาจารย์ พอ. สุรธัช แม้จะไม่ได้ยินเสียงท้องที่ร้องโกรกกร๊าก แต่ผมก็พอจะรู้ว่าพี่น้องบางคนที่รอนั้นหิวข้าวแล้ว ตัวผมเองก็กระวนกระวัยเหมือนกันเพราะกลัวว่าการบรรยายคงจะต้องล่าช้าไปอีก อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง พี่น้องที่มารออยู่ที่ห้องสมุดจะต้องรอนานต่อไปอีก อีกประการหนึ่งพวกเราคณะทำงาน 3 คนก็ต้องไปติดป้ายและจัดสถานที่ห้องบรรยายอีกเล็กน้อยให้เรียบร้อยก่อนที่ คณะผู้มาเยือนจะไปถึงและเปิดการบรรยาย ประมานเทียงครึ่ง แขกผู้มีเกียรติชุดใหญ่ของเราก็มาถึงร้านไทย65 เราก็ได้รับคำขอโทษและอธิบายจาก อาจารย์ สุรธัช ว่า เหตุที่มาช้ากว่ากำหนดเพราะทางมหาวิทยาลัย เปิดห้องสมุดให้คณะเทียวชมและถ่ายภาพ วีดีโอ เป็นสาระคดีอย่างเต็มที่ตามใจช่างภาพและมือกล้อง เพราะแทบจะไม่มีนักศึกษาอยู่เลย ถ้ามีนักศึกษาอ่านตำราทำวิจัยค้นคว้าอยู่ การถ่ายภาพและซั๊กซ้อมก็จะทำไม่ได้ เมื่อได้ฟังคำอธิบายแล้ว พวกเราก็ได้ไปเที่ยวบางอ้อโดยไม่เสียเงินทั้งๆที่ตัวเรายังยืนอยู่บนแผ่นดินมะริกันไม่ต้องเหิรฟ้าบินไปเมืองไทยเพื่อเหยีบบางอ้อให้เปื้อนเท้า!
 
หลังจากที่มีการแนะนำตัวอย่างสั้นๆ ทั้งอาคันตุกะและเจ้าถิ่น รวมทั้งหมด 48 คน ก็เริ่มรัปทานอาหารอันอร่อยจัดเตรียมพิเศษโดย เชฟเดฟ หรือ คุณเดโช และ น้องกอล์ฟ ผู้จัดการคนขยัน ก็ต้องขอขอบคุณมิตรสหายพี่น้องทุกคน รวมทั้งคุณซันนี่และคุณอัง เจ้าของร้านด้วยที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ บริจาคเงินทองที่หามาด้วยความยากลำบากแต่สุจริต สละเวลาและแรงงาน ทำให้งานนี้สำเร็จไปอีกชิ้นหนึ่งแม้จะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรนักก็ตาม
 
อนี่ง เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ หม่อมเจ้าหญิง วุฒิเฉลิมไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับนี้ เพราะท่านไม่ค่อยสบาย มีอการไอและเจ็บคอ เนื่องมาจากหลอดลมอับเสบ นายกสมาคมเลยวานให้ ดร. เจ ช่วยไปซื้อยาอมแก้ไอและเจ็บคอฝากคุณ เพลินไปถวายให้ ก็เป็นที่น่าเสียดายเช่นกันที่ท่านเอกอัครราชทูต ดอน ปรมัตถ์วินัย และ ท่านกงสุลใหญ่ประจำนครลอสแอสเจลิส คุณดำรง ใคร่ครวญ พร้อมผู้ช่วยอีก 3 ท่านไม่สามารถมาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับที่ทางสมาคมฯจัดขึ้น เพราะท่านมาไม่ทัน เนื่องจากเครื่องบินที่ท่านและคณะนั่งมาลงที่สนามบิน SeaTac ก็ประมาณ 11.00 น. กว่าจะรอเอากระเป๋าสัมภาระเสร็จออกจากบริเวณสนามบินเข้าเมืองก็สายมาก จะมาร่วมรัปทานอาหารกลางวันก็ไม่ทัน เพราะตามที่กำหนดไว้การบรรยายเรื่องความเป็นไปมาของพระไตรปิฎกตามรอยพระยุคลบาทของพระปิยะมหาราช ฉบับภาษาโรมัน นั้นจะเริ่มในเวลา 13.30 น. หรือ บ่ายโมงครึ่ง
**************************
 
มุ่งหน้าสู่ห้องสมุด หลังจากรัปทานอาหารอย่างรีบเร่งเสร็จแล้ว ประมาน บ่ายโมงครึ่งกว่า พวกเราก็ทะยอยออกจากร้านเดินทางเป็นกลุ่มๆไปยังห้องสมุด สมทบกับพี่น้องและน้องๆนักศึกษาที่มารออยู่ก่อน กลุ่มที่มาอยู่ห้องสมุดก่อนก็จัดห้องเตรียมน้ำชากาแฟ ติดป้าย กันอย่างแข็งขันแต่ก็มีความฉุกระหุคนิดหน่อย สักพักอึดใจคณะจาริกฯผู้ใหญ่จากเมืองไทยและพี่น้องคนไทยเจ้าถิ่นก็มาถึงห้อง สมุด เราก็พบท่านทูตและท่านกงสุลใหญ่พร้อมผู้ช่วยได้มาถึงที่ห้องสมุดด้วย พอเช็คเวลาดูก็บ่าย 2 โมงเศษๆ
 
การบรรยาย ห้องประชุมที่ใช้ในการบรรยายนั้นจุได้เต็มที่ 110 คน แต่มีเก้าอี้นั่งแค่ 50 กว่าที่นั่ง เมื่อนับจำนวนคนในห้องแล้วก็มีทั้งหมด 85 คน โดยไม่ได้นับหนุ่มใหญ่อเมริกัน 3-4 คนที่พาภรรยาคนไทยมาร่วมงาน หลังจากที่คณะแขกผู้ใหญ่ที่มาเยือนและพี่น้องคนได้นั่งประจำที่หมดแล้ว พวกที่ยืนอีกประมาน 30 คนส่วนใหญ่เป็นน้องสาวและชายนักศึกษาจาก ม. วอชิงตัน รวมทั้งคณะกรรมการ ผู้บริหารของสมาคม และ ผู้ทำงานในคณะแขกผู้อัญเชิญพระไตรปิฏกมา สู่ ม. วอชิงตัน ในเวลาอึด ใจต่อมาการบรรยายก็เริ่มขึ้น โดยมีการแนะนำตัวกันก่อน ซึ่งมีอาจารย์ส้ม หรือ ดร. วิวรณ์ เกสะวัฒนะ เป็นพิธีกรกล่าวต้อนรับ และ อาจารย์ พัน เอก สุรธัช บุนนาค ผู้บรรยาย 
 
ตามธรรมเนียมไทย เมื่อมีแขกมาเยือน เราก็ต้องแสดงความมีน้ำใจอำนวยความสะดวกต้อนรับเขาด้วยความอบอุ่น ซึ่งคณะกรรมการและผู้บริหารของสมาคมไทยก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ ในห้องบรรยายนี้ คณะกรรมการและผู้บริหารของสมาคมก็ได้มอบหนังสือปกแข็งรวมภาพสวยๆของรัฐ วอชิงตันที่ คร. กอล์ฟ หามาให้แด่ อาจารย์ พอ. สุรธัช บุนนาค และ ท่าน เอกอัครราชทูต ดอน ปรมัตถ์วินัย คนละเล่มเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก สำหรับหม่อมอนงค์ และคุณหญิงวิจันทรา เราได้มอบช่อกล้วยไม้ปักเสื้อให้ แม้ท่านหญิงจะไม่ได้มา เราก็ฝากไปให้ท่าน 1 ช่อ
 
นอกจาก อาจารย์ สุรธัช ทำการบรรยายโดยปากเปล่าแล้ว ก็มีการฉายวิดีโอ สารคดี ย้อนรอยประวัติศาสตร์กว่าร้อยปีที่แล้วในรัชกาล สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการรวบรวมและพิมพ์ พระไตรปิฏกฉบับภาษาสยาม หลายร้อยชุด เพื่อพระราชทานแจกจ่ายเป็นของขวัญแด่สถาบันสูงเกียรติในต่างประเทศของทวีป ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย และอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อเมริกา พระองค์ท่านได้ให้ทูตไทย นำมาแจกจ่ายให้แก่ ห้องสมุดสภาคองเกรส สถาบันสมิธโธเนี่ยน และมหาวิทยาลัยใหญ่ๆชั้นหนึ่งชั้นนำของอเมริกา รวมทั้ง ม. วอชิงตัน รวมกว่า 50 ชุด
 
เป็นที่กล่าวขานกันว่า บุญกุศลจากการพระราชทานธัมทานพระไตรปิฏกให้แด่ประเทศต่างๆนี้ ได้ช่วยประเทศไทยให้รอดพ้นจากปากเหยื่อปากกาการล่าเมืองขึ้นของฝรั่งบางชาติ มิตรไมตรีที่เกิดขึ้นจากน้ำพระทัยอันกว้างได้ช่วยค้ำจุนให้ชาติไทยดำรงค์ ความเป็นอิสระฝ่าวิกฤติอันร้ายแรงที่สุดในศตวรรษที่แล้วได้อย่างปาฏิหาร
 
อาจารย์ พันเอก สุรธัช บุนนาค กล่าวว่า จุดประสงค์ของการมอบพระไตรปิฏกสากล อักษรโรมันแด่นานาประเทศทั่วโลกนี้ ไม่ใช่เป็นการเผยแพร่ศาสนา แต่เป็นวิชาการเพื่อเพิ่มพูนปัญญาและสันติสุขของมนุษยชาติทั้งปวง อาจารย์ยังมั่นใจว่า ท่ามกลางมรสุมการเมืองอันรุนแรงที่ได้รุมเร้ากระหน่ำประเทศชาติของเราอยู่ในปัจจุบันนี้ พระไตรปิฏกสากล ฉบับอักษรโรมันที่เจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระปิยะมหาราช อาจจะช่วยกู้ชาติป้องกันประเทศไทยของเราให้หลุดพ้นจากมหาภัย อันตรายอีกครั้งหนึ่งได้ ท่านอาจารย์และคณะจึงมีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและพร้อมที่จะเสียสละต่อไปอีก เพื่อแผ่ภูมิปัญญา สร้างมิตรภาพให้ชาวต่างชาติกลับมาเข้าใจเห็นใจประเทศไทยไม่ร่วมโจมตีทำร้ายประเทศเรา และนำความสันสุขมาสู่มวลมนุษย์ชาวโลกทุกหนแห่งด้วย
 
นอกจากการบรรยายและดูวิดีโอถึงความพิถีพิถันการถนุถนอมในการรักษาและตระ เตรียมพระไตรปิฏกสากล ชึ่งเป็นชุดใหม่ ใช้อักษรโรมันพิมพ์เป็นสำเนียงภาษาปาฬี นี้ และที่ได้อัญเชิญนำไปให้ประเทศต่างๆตามรอยพระยุคลบาทของพระปิยะมหาราชแล้ว อาจารย์ สุรธัช ได้เปิดโอกาสให้พวกเราได้ชมและสัมผัสพระไตรปิฏกด้วยมือเราเองด้วย อีกทั้งมีการสอนและซ้อมว่าผู้ถือควรจะจับถือพระไตรปิฏกอย่างไรเพื่อนำไปมอบให้แด่เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัยที่จะรับมอบสิ่ง ล้ำค่านี้
 
ระหว่างการบรรยาย พี่เพลินมากระซิบถามว่า มีร้านอาหารไทยใกล้โรงแรมที่พักของ ท่านหญิงนัง ไหม เพราะท่านหญิงยังไม่ได้กินอะไร นี่ก็เกือบ บ่าย 3 แล้ว ผมฟังแล้วก็ตกใจและเป็นห่วง สมองอันเฉื่อยชาก็ทำงานอย่างรวดเร็ว บังเอิญเห็นคุณ คะเน นั่งฟังอยู่ในห้อง ก็เลยบอกคุณ คะเน ให้ช่วยหน่อย เพราะร้านเขาอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมนัก คุณคะเนก็รับปากทีจะบริการจัดส่งอาหารให้ ผมก็เลยให้คุยรายละเอียดกับพี่เพลิน พริบตาเดียว คุณคะเน ก็ล่องหนหายตัวไปอย่างรวดเร็วเหมือนนินจา
 
ในห้องบรรยาย ทางคณะผู้อัญเชิญพระไตรปิฏกมามอบให้แด่ ม. วอชิงตัน ก็นำหนังสืออนุสรณ์ ธัมมบท 100 บท จากพระไตรปิฏก มาแจกให้ทุกคนด้วย อาจารย์ สุรธัช ก็ ได้นำพวกเราหลายคนอ่านธัมมบท ที่เขียนเป็นภาษาบาลี แปลเป็นภาษาไทยและอังกฤษ ซึ่งเมื่อเราได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว รู้สึกว่าไพเราะมีความหมายลึกซึ้งจับใจมาก เสร็จจากการดูวีดีโอแล้ว เราก็ได้ฟังคุณชัยวัฒน์ ก๋งอุบล บรรยายเล่าประสบการณ์ส่วนตัวความเปลี่ยนแปลงของเขาหลังจากที่เขาได้สัมผัสกับพระไตรปิฎก ชึ่งน่าสนใจไม่น้อย ใครเห็นนามสกุล “ก๋งอุบล” ของคุณชัยวัฒน์ ก็คงจะคิดว่าเขาเป็นลูกหลานคนจีนแน่ ตัวคงขาวจั๊วะแน่ แต่ที่จริงแล้ว เขาเป็นไทยแท้ และตัวดำ เข้ากลุ่มคนผิวหมึกในอเมริกาได้อย่างสบาย และเข้ากับความมืดได้อย่างกลมกลืน แต่พี่น้องครับ แม้ตัวเขาจะดำ ใจเขานั้นขาวสะอาดมากกว่าคนตัวขาวอื่นๆเสียอีก เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสดาของเรานี่เอง
 
ตอนท้ายสุดของการบรรยาย เราก็ได้มีโอกาสฟังทัศนะคติการปราศัยสั้นๆของท่านทูตด้วย
 
หลังจากเสร็จสิ้นการบรรยาย ท่านทูตก็ได้พูดคุยกับพี่น้องพวกเราอย่างเป็นกันเอง หม่อมวราภาและผกามาลย์ (พีน้องราชกูลทองแถม) ก็ได้สัมภาษณ์พี่น้องผู้มาร่วมการบรรยาย ตลอดเวลา ประมาน 2 ชั่วโมงแห่งกิจกรรมการบรรยายนี้ ทางคณะผู้อัญเชิญพระไตรปิฏกมา ก็มีการถ่าววิดีโอเพื่อเก็บไว้เป็นสารคดีในการนำมอบพระไตรปิฏกและพบปะกับ ชุมชนชาวไทยในต่างแดนด้วย ซึ่งพวกเราคนไทยในซีแอตเติ้ลเป็นชาวไทยกลุ่มแรกในอเมริกาที่มีโอกาสทองอัน พิเศษเหนือพี่น้องชาวไทยจากรัฐอื่น เพราะนี่เป็นปฐมฤกษ์เป็นครั้งแรกที่คณะกองทุนสนทนาธัมม์นำสุข ได้เลือกให้ มหาวิทยาลัยวอชิงตันเป็นสถาบันแรกก่อนสถาบันอื่นๆรวมทั้งสภาคองเกรส ได้รับ พระราชทานและพระธัมมทานพระไตรปิฎกสากล ฉบับอักษรโรมัน
 
พวกเราต่างเก็บข้าวของสัมภาระ เรียงเก้าอี้และโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วคืนห้องประชุมที่สะอาดให้แด่ห้องสมุด แล้วต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้านกันหลัง 4.30 น. ทันเวลาก่อนที่ห้องสมุดจะปิดตอน 5.00 น.
**************************
 
พิธีมอบพระไตรปิฏก แบ่งปันแสงสว่างทางปัญญาเช้าวันจันทร์ที่ 8 มีนาคม 2553 พยากรณ์อากาศบอกว่าอากาศจะเย็น และจะมีฝนมากกว่าแดด ลมก็จะแรงกว่าปกติ แต่.....จริงหรือ??
กิจกรรมตามกำหนดการที่ทาง ม. วอชิงตัน จัดไว้ เริ่มตั้งแต่ตอนเช้าประมาน 10.30 น. ถึงเที่ยง ก็มีการจัดให้เที่ยวชมห้องสมุด Suzzallo และดูของเก่าแก่มีค่า (รวมทั้งพุทธศาสนา) จากไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ที่เก็บอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย และตอนบ่าย จาก 3.30 น. ถึง 5.00 น. ก็จะเป็นพิธีมอบพระไตรปิฏก
ในช่วงเช้า สำหรับการเที่ยวชมห้องสมุด ทาง มหาวิทยาลัยได้เชิญ ท่านทูต ดอน ท่านกงสุลใหญ่ คุณดำรง และผู้ช่วย รวมทั้งพี่น้องคนไทยบางคนทีอาศัยอยู่ในระแวกเมือง Seattle ให้มาร่วมกับ กลุ่มคณะผู้จาริกพระไตรปิฏกจากเมืองไทย ทั้งหมดก็ 30 กว่าเกือบ 40คน เนื่องจากสถานภาพสิ่งแวดล้อมของห้องสมุดในวันปกติซึ่งมี นักศึกษาเยอะมาใช้ห้องสมุดศึกษาค้นคว้าอยู่ จึงไม่สามารถที่จะมีกลุ่มคนเยอะๆได้ แต่ในกลุ่มนี้ ท่านหญิง นัง ไม่ได้มาอยู่ร่วมด้วย เพราะต้องการพักผ่อน
คณะผู้นำพาพระไตรปิฏกไปถึงมหาวิทยาลัยก่อนกำหนดเวลา จึงมีเวลาถ่ายรูปนอกอาคารเก่าแก่แต่สวยงามด้วยศิลปสถาปนิกคลาสสิกอันงดงามไว้เป็นที่ระลึก เพราะดอกซากุระสีชมพูกำลังบานสะพรั่งเยอะแยะ อากาศนั้นก็เย็นหนาวเหมือนกันดังที่พยากรณ์ไว้ มีแดดเล็กน้อยแต่ไม่มีลมและฝน พวกเรารอได้สักพักก็ถึงเวลาตามกำหนด ผู้บริหารระดับสูงก็มาพบทักทายเรา และพาเราไปยังห้องรับรองชั้นบน เพื่อพบกับอาจารย์อาวุโสและผู้ระดับสูงคนอื่นๆ รวมทั้ง ดร. Charles Keyes และ คุณ Darrell Johnson เอกอัคราชทูตอเมริกันประจำประเทศไทยในช่วงต้นปี 2000’s คุณ Diane Adachi เลขาฯของประธานอธิการบดีของมหาวิทยาลัย คุร Mark A. Emmertซึ่งเดินทางไปต่างรัฐมาไม่สามารถมาร่วมพบเรา ได้กล่าวคำต้อนรับคณะคนไทยและแนะนำอาจารย์อาวุโสและผู้ระดับสูงคนอื่นๆ เสร็จแล้วก็เชิญพวกเราไปชมห้องสมุดเกือบ 100 ปีนี้ 
อาจารย์หัวหน้าผู้บริหารห้องสมุด ก็นำ พวกเราคนไทย 30 กว่าคน พร้อมด้วย ดร. Charles Keyes และอาจารย์ท่านอื่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยอีก 2-3 คน ค่อยๆตบฝีเท้าอย่างเงียบๆไปตามห้องและชั้นต่างๆของตึกห้องสมุด Suzzallo เพื่อชมและฟังคำบรรยายจากอาจารย์ผู้เชียวชาญ เอกสาร หนังสือ และวัตถุ เก่าแก่ที่หายาก สิ่งหนึ่งที่พวกเราคนไทยเกือบทั้งหมดในห้องนั้นไม่เคยเห็นมาก่อน ก็คือ ตัวอักษรโบราณใช้ในเมืองเหนือที่เขาคันพบในถ้ำ (ดูตัวอย่างภาพข้างล่าง)
การเที่ยวชมของเก่าอันล้ำค่าของพวกเราก็สิ้นสุดลงในเวลาหลังเที่ยงกว่าๆ นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาและสมองให้เกิดความรู้ความสว่างทางปัญญาแด่พวกเราในโอกาสนี้ เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ผู้แทนของ มหาวิทยาลัย ก็นำทัพพาพวกเราไปห้องอาหารเพื่อทานมื้อกลางวันที่เขาจัดไว้ให้ พวกเราต้องเดินจากตึกนี้ไปตึกโน้น เห็นนักศึกษาหนุ่มสาวเยอะแยะเดินจากตึกนี้ไปตึกนั้นเพื่อเข้าชั้นเรียน ก็ทำให้คิดถึงวันเวลาที่เราเป็นนักเรียนนักศึกษาเหมือนกัน อากาศก็เย็น ท้องฟ้าแม้มีเมฆเยอะแต่ก็ไม่มืด แสงอาทิตย์ตัดผ่านลอดช่องโน้นบ้างช่องนี้บ้างแผ่กระจายความสว่างไปทั่ว พอใกล้ตึกห้องอาหาร บางท่านในคณะเอ่ยขึ้นมาว่า หิมะตก! เรามองดูรอบๆ แม้จะมี 4 ตา ก็ไม่เห็นมีหิมะ แต่พอเข้าไปนั่งประจำที่ในห้องอาหาร ก็มีคนบอกว่าหิมะตกอีก และชี้ไปทางมุมหนึ่งของห้องผ่านฝากระจกไปข้างนอกซึ่งมีต้นไม้ใหญ่อยู่ไม่ไกลนัก เราจึงได้เห็นความจริง มีเกล็ดหิมะเล็กโปรยลงมาเล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่มีสีเขียวของต้นไม้มาตัดกับสีขาวของหิมะ และถ้าไม่สังเกตุให้ดีหรืออยู่ข้างนอก ก็อาจจะมองไม่เห็นได้ว่าหิมะโปรยลงมาจริงๆ เพราะความสว่างสไวจากแสงอาทิตย์กลบเกล็ดขาวๆเล็กๆบางๆของหิมะไปหมด ก็นับว่าเป็นนิมิตดีสำหรับการมาเยือนของคณะอคันตุกะผู้อัญเชิญพระไตรปิฏกมาสู่ Seattle อเมริกา เพื่อสถิตอยู่ใน ม. วอชิงตัน ที่มีคนไทยโพ้นทะเลอาศัยอยู่โดยรอบ พยากรณ์อากาศก็ผิดพลาดไม่ได้บอกว่าจะหิมะตกในระแวกนี้ในวันนี้ และปีนี้ก็ไม่มีหิมะตกใน Seattle และเมืองใกล้เคียงด้วย อย่างไรก็ตาม สมาชิกผู้มาเยือนจากเมืองไทยบางท่านก็รู้สึกตื่นเต้นที่เห็นหิมะตกลงมาต่อหน้าต่อตาเขา  
อาหารเที่ยงก็เป็นบุฟเฟ่ งานนี้จัดและเอื้อเฟื้อโดยสมาคมศิษย์เก่า ม. วอชิงตัน ประธานสมาคมหนุ่มใหญ่อายุ 40 กว่าชาวอเมริกัน มีภรรยาเป็นคนไทยที่โตที่นี่ เป็นผู้ให้การต้อนรับ หลังจากกล่าวต้อนรับเรา ก็ถึงเวลาหม่ำอาหารกลางวันกัน แต่งคนต่างช่วยคัวเองตามสบาย
หลังอาหารเที่ยงก็เป็นเวลาประมาน บ่ายโมงกว่าใกล้บ่ายสอง เจ้าภาพก็นำคณะพี่ไทยกลับไปยังห้องสมุด Suzzallo เพื่อไปชมของล้ำค่าเก่าแก่ราว 2 พันปีซึ่งเก็บไว้ในห้องใต้ดิน สิ่งล้ำค่าที่น่าสนใจมากอันี้คือ ตัวอักษรภาษาใกล้เคียงกับสันสกฤตที่สลักไว้บนเปลือกไม้ของต้น Birch หลายแผ่นเมื่อ 2 พันปีที่แล้ว ซึ่งมีข้อความเล่าถึงการเดินทางแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ 500 รูป และสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งปฎิหาร ในระหว่างที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แผ่นไม้พุทธประวัตินี้ มีคนบังเอิญไปพบเข้าจากหีบฝังอยู่ใต้ดินในซากบ้านร้างหักพังเก่าๆในประเทศอัฟกานิสถาน ใกล้ๆกับภูเขาที่มีพระพุทธรูปยืนแกะอยู่ข้างผาเป็นพันปี แต่ถูกพวกคนเถื่อนตาลิบันจุดระเบิดทำลายเสียเป็นจุลในพริบตาเดียวเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว เนื่องจากเป็นภาษาที่ตายแล้วและสลักบนเปลือกไม้ อักษรจำนวนไม่น้อยก็เลือนลางหรือชำรุดไปตามกาลเวลา ศาสดาจารย์ผู้เชียวชาญโบราณคดีเจ้าของโครงการได้ทำการวิจัย ปะติดปะต่อ ตึความหมายและแปลสิ่งที่ ขาดหายไป ร่วมกับศาสดาจารย์ผู้เชียวและนักค้นคว้าวิจัยอื่นๆจากมหาวิทยาลัยชั้นเอกของประเทศในทวิปต่างๆ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปีถึงจะสำเร็จบริบูรณ์
เมื่อสิ้นสุดการบรรยายจากศาสดาจารย์นักค้นคว้าผู้เชียวชาญ พวกเราก็ถูกพาไปยังชั้น 3 ของห้องสมุด ซึ่งเป็นห้องใหญ่สำหรับประกอบพิธีส่งมอบพระไตรปิฏก เพื่อหยุดพักสักนิดหนึ่ง และถือโอกาสดื่มน้ำกินน้ำชากาแฟเค๊กและคุ๊กกี้ไปด้วย เพราะยังมีเวลาเหลือพอสมควรกว่าจะถึงพิธีมอบตอนบ่าย 3.30 น.
พอนั่งกินยืนกินและสนทนาปราศัยกันได้สักพักหนึ่งก็มีเสียงเรียกให้ระดมพลคนไทยทั้งหมดลงไปชั้นล่างใกล้หน้าประตูห้องสมุดเพื่อซักซ้อมเตรียมตัวอัญเชิญพระไตรปิฏกขึ้นมาทำพิธีมอบส่งรับ ตอนเราเดินจากชั้นบนลงชั้นล่าง พวกเราคนไทยทั้งหมดก็มีเพียง 30 คนเศษๆ ระหว่างทางไปถึงชั้นล่าง เราก็มีชาวไทยมาสมทบเพิ่มขึ้นจนครบ 40 คนทั้งน้องๆนักศึกษาด้วย เพื่อถือและเชิดชูพระไตรปิฏก 40 เล่ม ระหว่างที่เรารอให้ มจ. วุฒิเฉลิม มาร่วมเป็นประธานพิธีมอบ เราก็เรียงแถวตอนสองฟังคำแนะนำซักซ้อมการถือการเดินไปด้วย สาวไทยใหญ่น้อยจากท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็แต่งตัวในชุดไหมไทยอันสวยงาม พอได้ยินว่า ท่านหญิงนัง เสด็จมาแล้ว พวกเราก็เดินขบวนอยางมีระเบียบยาวจากชั้นล่างขึ้นกระไดไปชั้นบน พอเข้าห้องก็มี ท่านหญิง ท่านทูตดอน หม่อมอนงค์ ท่านทูต Darrel อาจารย์อวุโสและผู้บริหารระดับสูงของ ม. วอชิงตัน นั่งรออยู่ในห้องทั้งข้างหน้าและข้างหลังของโต๊ะจัดไว้อย่างสวยงามเพื่อรอรับพระไตรปิฏกใหม่เอี่ยมสีเหลืองอร่ามทอรัศมีสดใสต้องตาชวนให้ชมดู เมื่อพวกเรานำพระไตรปิฏกแต่ละเล่มมาถึงโต๊ะ ก็มีหนุ่มใหญ่ 2 ท่านที่มากับคณะจากเมืองไทยคอยรอรับจากมือเรา แล้ววางเรียงบนโต๊ะอย่างมีระเบียบ รับและวางเล่มแล้วเล่มเล่าจนครบ 40 เล่ม ทุกคนที่โชคดีได้รับเกียรติให้เชิญพระไตรปิฏกมา พอส่งต่อเสร็จก็หาที่นั่ง ทุกคนในห้องซึ่งมีราวๆ 100 คน ต่างก็เงียบกริบ ติดตามมองดูด้วยความตรีงตาประทับใจ
เมื่อเรียงเสร็จแล้ว และทุกคนนั่งลงหรือยืนอยู่กับที่ด้วยความสงบสักอึดใจหนึ่ง ผู้บริหารระดับสูงของ มหาวิทยาลับ เจ้าบ้าน ก็เปิดฉากกล่าวคำต้อนรับคณะอาคันตุกะจากเมืองไทย และขอบคุณของขวัญประดับปัญญาอันล้ำค่า แล้วแนะนำและเชิญอาจารย์สุรธัช หัวหน้าคณะผู้จาริกอัญเชิญพระไตรปิฎกสากล ตามรอยพระยุคลบาทของพระ ปิยะมหาราช ซึ่งเป็นธัมทานจาก สมเด็จพระสังฆราช และ พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ มาให้แด่มหาวิทยาลัย และเชิญอาจารย์สุรธัช ขึ้นแท่นโพเดี้ยมมากล่าวคำปราศัย อาจารย์ก็แนะนำบุคคลสำคัญจากฝั่งไทย เสร็จแล้วก็กล่าวเชิญ ท่านหญิงนัง มามอบ และอ่านบทนำที่ สมด็จพระพี่นางได้ทรงตรัสไว้สำหรับมอบพระไตรปิฏกให้กับผู้แทนสถาบันชั้นนำและมีเกียรติของประเทศต่างๆ ท่านหญิงแม้จะเจ็บระคายคอ แต่อ่านได้ด้วยดีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ท่านหญิงมีสำเนียงภาษาอังกฤษที่ดีมาก ท่านหญิงแต่งชุดไหมไทยสีฟ้า หลังจากนั้นก็มี ตัวแทนฝ่ายไทยที่เดินทางมากับคณะ และผู้บริหารระดับสูงพร้อมกับอาจารย์อาวุโสและคณบดี  ขึ้นแท่นโพเดี้ยมปราศัยสลับกันไปมา สรุปแล้วก็เป็นการแสดงความรู้สึกภูมิใจจากผู้ให้ และความซาบซึ้งตื้นตันใจจากผู้รับ การท้าวความถึงสัมพันธไมตรีอันยาวนานระหว่าง 2 ประเทศ ประสบการณ์ส่วนตัวของอาจารย์และศิษย์เก่า ความภูมิใจและสำเร็จของมหาวิทยาลัยและศิษย์เก่าในเมืองไทยที่สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบัน สังคมและประเทศชาติ
เมื่อสิ้นสุดการกล่าวคำปราศัย ก็เป็นเวลาดื่มน้ำชากาแฟกับขนมฝรั่งอาหารว่าง พร้อมกับการพูดคุยทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น ในระหว่างนี้พี่น้องชาวไทยก็ถือโอกาสเข้าเฝ้าท่านหญิง อายุแม้จะเลย 75 แต่ก็งามสง่ามาก หน้าหวานและยิ้มอย่างธรรมชาติ ท่านหญิงเป็นกันเองและไม่ถือตัว สนทนาพูดคุยกับพวกเราชาวไทย พวกเราฉวยโอกาสล้อมรอบขอถ่ายรูปกับท่านหญิงเพื่อเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ นอกจากชาวไทยแล้ว คณาจารย์และเจ้าหน้าอเมริกันก็ถือโอกาสเข้าไปคุยกับท่าน (ทุกกระบวนการของพิธีและการเคลื่อนไหวของผู้คนในห้องนั้น ช่างภาพจากเมืองไทยภายใต้การนำของ หม่อม วราภรณ์ ก็ได้ถ่ายวิดีโอไว้เป็นสารคดี ส่วนทางมหาวิทยาลัยก็ได้ส่งมือกล้อง คุณ Sam Van Fleet ซึ่งเป็นสามีของ คร. Sara มาจับภาพไว้ตลอดเวลาอย่างแทบจะไม่หยุด)
พระไตรปิฏกปกเหลืองอันสวยงาม พิธีการมอบ และความสง่างามเป็นกันเองของท่านหญิง ต่างสร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่ได้มาร่วมงาน เป็นพยายานในพิธีมอบพระไตรปิฏกนี้มาก บรรยากาศในห้องเก่าแต่หรูแบบคลาสสิคก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดีๆระหว่างชาวไทยและอเมริกัน ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้ง 2 ประเทศก็แน่นแฟ้นกระชับขึ้นอย่างที่จะสามารถสัมผัสได้ในเวลานั้น ซึ่งดูตามนาฬิกาก็ 5 โมงกว่า ได้เวลาที่ทุกคนจะต้องจรจากกันพอดี
    เมื่อทุกคนค่อยๆแยกย้ายหายตัวออกจากห้องไป พิธีมอบพระไตรปิฏกก็เป็นว่าได้สิ้นสุดลง และได้กลายเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ของ ม. วอชิงตัน ของมูลนิธิกองทุนสนทนาธัมม์นำสุข ของโรงเรียนสยามสามไตร ของสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวอชิงตันแห่งประเทศไทย ของสมาคมชาวไทยในรัฐวอชิงตัน และของทุกๆชีวิตทั้งไทยและเทศที่มาเป็นประจักษ์พยานในพิธีอันสวยงามนี้ แต่เมื่อนาทีเก่าวันเก่าสิ่งเก่าสิ้นสุดผ่านพ้นไป นาทีใหม่วันใหม่และสิ่งใหม่ก็เข้ามาแทนที่ จากพิธีนี้ ณ. มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเผยแพร่ดำเนินการนำพระไตรปิฏกฉบับอักษรโรมันนี้ เจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระปิยะมหาราช เป็นใช้ธัมทานไปให้แด่มหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆทั่วประเทศ และให้แด่สถาบันหลักอันสำคัญของอเมริกาในอนาคต เพื่อเป็นต้นกล้าสร้างความปรารถนาดี เสริมความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและประเทศไทยให้เจริญเติบโตใกล้ชิดและเข้มแข็งขึ้น เพื่อช่วยกู้ชาติไทยให้พ้นจากภยันตรายต่างๆที่กำลังคุกคามประเทศเราอยู่ในเวลานี้ และเป็นจุดเริ่มต้นต้อนรับวันใหม่และอนาคตที่มีฟ้าสดใส มีบรรยากาศบริสุทธิ์ปลอดโปร่ง มีความสงบสุขในมวลชนทั่วหล้าทั้งแผ่นดินสยามอีกด้วย
สิ่งดีที่ได้ติดตามพระไตรปิฏกฉบับสากลโลกชุดใหม่มายัง Seattle นั้น ก็คือการพบหน้าระหว่างเพื่อนเก่าแก่ 2 คนเป็นครั้งแรกที่ อเมริกา หลังจากที่ไม่ได้เจอกันเป็นเวลา 30 ปี ครั้งสุดท้ายที่เพื่อนสนิท 2 คนนี้เจอกันก็ตอนอายุประมาน 20 เรียนอยู่ใน มหาวิทยาลัย จุฬาฯ เพื่อนรัก 2 คนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นครับ แต่เป็น อาจารย์ส้ม ของเรา และ อาจารย์สุรธัช นั่นเอง!  โลกเรานี้แม้จะใหญ่ แต่การสื่อสารและคมนาคมในยุคปัจจุบันทำให้โลกเราแคบลงอย่างเกินความเป็นจริงทางด้านภูมิศาสตร์ ด้วเหตุนี้ อาจารย์ส้ม จึงจัดอาหารเย็นเลี้ยงที่บ้านทรงไทยเพื่อต้อนรับสหายเก่าและคณะในคำคืนวันจันทร์หลังจากเสร็จสิ้นพิธีมอบ แม้อากาศจะเย็นประมาน 40 F’ แต่น้ำใจ อาหารไทยและบรรยากาศได้เพิ่มความอบอุ่นให้กับแขกจากเมืองไทย ท่านทูต ท่านกงสุล และคณะไปอีกขั้นหนึ่ง เป็นที่น่าเสียดายอีกเช่นกัน ที่ท่านหญิงไม่ได้มาร่วมด้วย เพราะยังไม่หายจากหลอดลมอักเสบและเจ็บคอ
มาแล้วก็ต้องจาก พบแล้วก็ต้องลา แต่งานก็ต้องเดินหน้าพอตะวันโผล่ฟ้าก็สว่าง วันใหม่ก็มาถึง ซึ่งเป็นวันอังคารที่ 9 มีนาคม 2553 คณะผู้จาริกอัญเชิญพระไตรปิฎกสากล ก็ต้องอำลาจาก Seattle ในตอนบ่ายเดินทางโดยรถทัวร์มุ่งหน้าต่อไปยัง วัดป่าอภัยคีรี ที่ คาลิฟอร์เนียตอนเหนือ แต่ท่านทูต ดอน ท่านกงสุลใหญ่ คุณ คำรงค์ และผู้ช่วย ก็ขับรถตระเวนขึ้นเหนือลงใต้ไปหาผู้บริหารระดับสูงของ Boeing ของ Microsoft และเข้าพบ Governor Christin Gregoires ของรัฐเรา เพื่อพูดคุยผูกไมตรีหาช่องทางทำการค้าช่วยชาติของเรา แม้ท่านกงสุลจะเจ็บคอเสียงแหบแห้ง ก็ต้องปฎิบัติหน้าที่ราชการอย่างไม่ยุติยั้งเพราะไหนๆก็มาถึง Seattle แล้ว ก็ต้องใช้เวลาและโอกาสให้เป็นประโยชน์แด่ประเทศไทยด้วย นับว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ดีหายาก นอกจากขยันแล้ว ท่านและผู้ช่วยก็เก่ง มีคุณวุฒิสูงและความรู้แน่นด้วย ก็ขอขอบคุณทุกท่านด้วยครับ หวังว่าพี่น้องคนไทยที่รอพบท่านในวันอาทิตย์ที่ 7 ณ. วัดใหญ่ออเบินร์ ในตอนเช้าหรือบ่ายต้นๆ เมื่อทราบความจริงนี้แล้ว คงจะเข้าใจและไม่โกรธท่านทั้ง 2 ที่ไม่สามารถไปปรากฎตัวพบปะพูดคุยกับพี่น้องตามที่ผู้ช่วยได้ติดต่อบอกล่วงหน้าไว้
**************************

 

Undefined

Comments

 




บุคคลน่าสนใจอีกท่านหนึ่งคือ คุณปานทิพย์ ควรทรงธรรม คุณปานทิพย์เป็นลูกจีนเจ้าของท่าเรื่อที่ทรงวาดริมแม่น้ำเจ้าพระยา นามสกุลไทยช่างสมกับครอบครัวคุณปานทิพย์มาก เพราะเป็นคนธรรมะธรรมโม พี่น้อง 3 สาวเดินทางมาด้วยกันในคณะนี้





 

 
To view the presentation ceremony of the World Tipitaka in Roman Script as a royal gift to the University of Washington, please click the following link to YouTube.
 
ดูการเดินขบวนอันเชิญพระไตรปิฏกฯ ที่สวยงามได้ที่ ลิ้งค์นี้
 
 
 
 

 

 

By ptangrenton
kanokwan's picture

By kanokwan --

คำว่า บุญ นั้น ใจความสำคัญมันอยู่ที่ว่า เป็นเครื่องชำระชะล้างบาป การทำบุญหวังให้สวย ให้รวย ให้ได้วิมาน ให้ได้สวรรค์ เต็มไปด้วยกามารมณ์ เหล่านี้ มันเป็นการชำระชะล้างบาปหรือเปล่า
ท่านพุทธทาสภิกขุ