จูเลียงลิ้ม

kanokwan's picture

 

จูเลียงลิ้ม
โดย อัญชะลี ไพรีรัก 1 กรกฎาคม 2552 14:44 น.

“จูเลียงลิ้ม” เป็นอาคารสูง 7 ชั้น ตั้งอยู่ระหว่างถนนยูนิเวอร์ซิตี้กับสายฟิฟท์ อเวนิว บนถนน 13 แถบนี้เรียกว่าย่านยูเนียนสแควร์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยชั้น 1 และ 2 ของอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของร้านอาหารไทยชื่อดัง “สไปซ์” และที่เหลืออีก 5 ชั้นถูกเช่าเป็นสำนักงานของบริษัทต่างๆ ไปหมดแล้ว
       
        เดิมทีอาคารจูเลียงลิ้ม มีลักษณะรูปทรงแบบสถาปัตยกรรมโบราณ และมีเพียง 4 ชั้นเท่านั้น แต่หลังจากที่ผู้ซื้อกลุ่มใหม่เข้ามาดำเนินการ เขาได้จ้างคนออกแบบต่อเติมขึ้นใหม่ อาคารจูเลียงลิ้มในปัจจุบันจึงมีรูปลักษณ์ของความเก่าผสมกับความใหม่สอดผสานกันอย่างลงตัวและสวยงาม
       
        ชื่ออาคาร “จูเลียงลิ้ม” ถูกเขียนเป็นภาษาไทย โดยไร้ภาษาอังกฤษกำกับ ช่วยเสริมให้อาคารขนาดกะทัดรัดแห่งนี้นอกจากสวยแล้วยังน่าสนใจ ใครผ่านไปผ่านมามักแวะอ่านแวะชมแม้จะไม่เข้าใจความหมายก็ตามที
       
        ถ้าวันนี้ “นายจูเลียง แซ่ลิ้ม” ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงภูมิใจมิใช่น้อย ที่ชื่อของเขาในนาม “ภาษาไทย” ถูกจารึกไว้หน้าอาคารซึ่งตั้งตระหง่านใจกลางมหานครนิวยอร์ก โดยมีลูกชายทั้งสามซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารไทย และเป็นเจ้าของอาคารหลังนี้จะต้องยกมือไหว้ชื่อพ่อที่นำมาตั้งเป็นชื่ออาคารทุกครั้งที่เดินเข้า-ออก เขาให้เหตุผลว่า “เพื่อความเป็นสิริมงคล”
       
        จูเลียง ลิ้ม เป็นคนนาบอน นครศรีธรรมราช มีอาชีพขายกาแฟ ร้านกาแฟเล็กๆของเขาอยู่กลางหมู่บ้านนาบอน การชงกาแฟของเขามาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว ร้านกาแฟแห่งนี้จึงเป็นที่รวมของคนในหมู่บ้าน ที่จะต้องมาเจอะเจอกันทุกเช้าตรู่ นั่งดื่มกาแฟที่ชงจากถุงด้วยฝีมือของนายจูเลียง กาแฟเข้มผสมนมข้นหวานจัด และ หนังสือพิมพ์สองสามเล่มกับปาท่องโก๋ทอดร้อนๆ เท่านี้เอง วงกาแฟกับข่าวสารก็ดังขรม จนสายแดดร้อนแล้วนั่นละ ผู้คนถึงจากไป
       
        นายจูเลียงขายกาแฟเลี้ยงลูกๆ มาด้วยความยากลำบาก และซื่อสัตย์ เขาสอนลูกๆของเขาเสมอว่า ความซื่อสัตย์ กตัญญูจะนำพาชีวิตลูกๆ ให้เจริญเติบโตไปในทิศทางที่ดี และคุณธรรมประจำใจจะกล่อมเกลาให้ลูกๆ เป็นคนดี มีคนรักใคร่เชื่อถือ
       
        ไม่แปลกใจที่ลูกชายและหญิง 9 คนของนายจูเลียง จะเป็นคนดี รักพี่รักน้องรักเพื่อนฝูง และรักชาติ
       
        พ่อแม่บ้านนี้เป็นคนใฝ่รู้จึงสอนให้ลูกๆ ใฝ่ดี และมอบสิ่งที่ดีที่สุด คือ ความรู้ให้กับลูกๆ ซึ่งนายจูเลียงบอกกับลูกๆ ของเขามาโดยตลอดว่า “พ่อแม่ไม่มีเงินทองจะให้ สิ่งที่ทำได้คือ ให้ความรู้กับลูกๆ ติดตัวไว้ เพื่อใช้ในวันนี้และภายภาคหน้า มรดกพกห่อมีวันหมดแต่มรดกความรู้จะอยู่คู่กับลูกๆ ไปจนตัวตาย”
       
        ลูกๆ ของนายจูเลียงจึงเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน ซื่อสัตย์ กตัญญูและร่ำเรียนเขียนอ่านเป็นอย่างดี
       
        ลูกชายสามคนในจำนวนทั้งหมดของเขาดิ้นรนมาเรียน และในที่สุดก็ขยับขยายทำงานในนิวยอร์ก นั่นคือ พี่หมู น้องยรร และเรนนี่ ส่วนลูกชายอีกคนเคยมาเรียนแต่ไม่ยอมอยู่เหมือนพี่น้องคนอื่นๆ คนคนนี้ตัดสินใจกลับบ้านแล้วไปทำงานเป็น “นักสื่อสารมวลชน” ต่อมาเป็น “พิธีกร” และเวลานี้เป็น “พันธมิตรฯ” ใครๆ ก็รู้จักเขาดีในนาม “ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที” หรือพี่หมีของเรานั่นเอง แม้พี่หมีจะมีอาชีพและความคิดแตกต่างจากพี่น้อง แต่ในความเป็นพันธมิตรฯ คนนาบอนกลุ่มนี้คิดเหมือนกันหมดทั้งบ้าน
       
        วันที่พวกเราไปเจอกันที่นิวยอร์กโดยมิได้นัดหมาย เห็นพี่หมี ยุทธิยง ยืนกอดอกน้ำตาซึมที่หน้าอาคาร สักพักก็ยกมือไหว้ป้ายชื่ออาคารที่มาจากชื่อของพ่อเหมือนๆ กับที่พี่น้องคนอื่นๆ ทำกันทุกวัน พี่หมีบอกว่า เขาจากนิวยอร์กไปได้ 16 ปีแล้ว ไม่เคยมาที่นี่อีกเลย ถ้าไม่มีพันธมิตรฯ นิวยอร์กเชิญมาปราศรัยเรื่องการเมืองใหม่พร้อมๆ กับ อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และพี่เทิดภูมิ ใจดีแล้ว คงไม่มีโอกาสได้มาเห็น “ชื่อพ่อ” ประดับไว้หน้าอาคารที่พี่น้องซื้อหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงเป็นแน่
       
        เป็นครั้งแรกของยุทธิยงที่มาเห็นอาคารของน้องชายในชื่อของพ่อที่รักยิ่ง และยังเป็นครั้งแรกของพิธีกรพันธมิตรฯ คนนี้ที่ได้มีโอกาสยืนกอดคอกับเหล่าพี่ชายน้องชายถ่ายรูปร่วมกันที่หน้าอาคารจูเลียงลิ้มเป็นที่ระลึก เขาหวังว่า สักวันหนึ่งซึ่งไม่นานจากนี้ คงได้มีโอกาสพาแม่และพี่น้องทั้ง 9 คน มายืนถ่ายรูปร่วมกันหน้าอาคาร จูเลียงลิ้มอีก
       
        พี่หมู พันธมิตรฯ นิวยอร์กซึ่งเป็นพี่ชายของเรนนี่ น้องยรร และยุทธิยง เป็นคนมาบุกเบิกนิวยอร์กและกรุยทางให้น้องๆ และผองเพื่อนจากนาบอนเป็นคนแรก เขาบอกว่า เรนนี่ น้องชายคนเล็กผู้ปราดเปรื่อง เป็นคนตัดสินใจขยายการลงทุนมาด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วยการตัดสินใจซื้อตึกนี้ในยามเศรษฐกิจตกต่ำ ด้วยเหตุผลเดียวที่กล้าทำคือ ของถูกถ้าไม่รีบซื้อก็จะไม่มีโอกาส
       
        หลังซื้อเสร็จเรนนี่ตัดสินใจขยายตึกด้วยการตกแต่งใหม่หมดจด ภายใต้การดูแลของ “อาร์ม” หนุ่มไทยอีกคนที่มาเรียนและหลงเสน่ห์มหานครที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้จนไม่กลับบ้านกลับช่อง และอาร์มนี่ละที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงตกแต่งร้านอาหารทุกแห่งของทีมงานนาบอน จนสวยสุดสะดุดตาคว้าเสียงชื่นชมจากสื่อมวลชนแทบทุกแห่งในนิวยอร์กมาครอบครอง
       
        พี่น้องสามหนุ่มจากนาบอนกลุ่มนี้ทำร้านอาหารไทยมากว่า 20 ปีแล้ว ในชื่อ “กลุ่มสไปซ์” พวกเขาเริ่มต้นจากไม่มีอะไรไปสู่ร้านอาหารเล็กๆ และค่อยๆ เติบใหญ่ จนในที่สุดก็เปรี้ยงปร้าง ล่าสุดวงการธุรกิจอาหารในแมนฮัตตันเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “พี่ใหญ่” ทันทีที่พวกเขาแผ่ปีกนาบอนมาขึ้นตึกจูเลียงลิ้ม
       
        กลุ่มสไปซ์ลงทุนธุรกิจอาหารไทยเกือบ 22 แห่งทั่วมหานครนิวยอร์ก ทั้งเขตแมนฮัตตัน เดอะบรองซ์ ควีนส์ และบรู๊คลิน
       
        ในนามของกลุ่มสไปซ์มี เรนนี่ และโอ๋ เพื่อนรักจากนาบอน เป็นหัวเรือใหญ่ ส่วนพี่หมูกับน้องยรร ขยายหน่อไปตั้งกลุ่ม “รูม” ซึ่งในกลุ่มนี้มีร้านอาหารไทยอีกนับสิบร้านกระจายไปทั่วนิวยอร์ก เรียกได้ว่าร้านอาหารของพวกเขารองรับกับความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกหมู่ ในทุกแห่ง รวมถึงร้านขายอาหารมังสวิรัติด้วย
       
        ร้านอาหารไทยในกลุ่มสไปซ์ดังทุกร้าน ขายดีจนคนกินต้องยืนรอ แต่ที่ขึ้นชื่อจนเป็นที่กล่าวขานในหมู่คนดังทุกวงการของนิวยอร์ก คือ ร้านซี แห่ง ควีนส์ ซึ่งปรากฏโฉมในซีรีย์ดังเรื่องเซ็กซ์ แอนด์ เดอะ ซิตี้หลายหน ร้านนี้มีเมนูขายดีคือ ขนมจีบเป็ด พวกเขาปั้นขนมจีบขายร้านนี้และส่งทุกสาขาปีละเป็นล้านๆ ลูก จนล่าสุดเรนนี่ไปไต้หวันสั่งทำเครื่องปั้นขนมจีบ หลังจากปริมาณความต้องการเพิ่มมากขึ้น จนคนปั้นไม่ทัน และขนมจีบเป็ดไม่พอกับคำสั่งซื้อ
       
        ร้านดังอีกร้านของกลุ่มสไปซ์ คือ ร้านสไปซ์ทั้งสองสาขา โดยสาขาแรกอยู่ที่ย่านอัพ ทาวน์ บนถนนสายที่สองตัดกับ 73 – 74 และร้านสไปซ์สาขาล่าสุดที่ดังเปรี้ยงปร้างในตึกจูเลียงลิ้มนี่เอง สไปซ์สองแห่งนี้มีเหล้าแม่โขง ค็อกเทลเป็นตัวชูโรง มีเบียร์ช้างสร้างสีสัน และมีอาหารไทย ฟิวชั่นกับการตกแต่งที่เปรี้ยวจี๊ดเป็นตัวเรียกแขก ใครต่อใครต้องมาเยือนสไปซ์ และลูกค้าล่าสุดที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ กลุ่มคนดังจากวอลล์ สตรีท และดารานางแบบชื่อดังมากมาย
       
        ความดังของกลุ่มสไปซ์ไม่หยุดหย่อนเมื่อพวกเขาตัดสินใจขยายร้านรูม เวอร์วิส มาย่านเชลซี แหล่งบันเทิงของคนรุ่นใหม่กลางมหานครนิวยอร์กที่มาแทนที่ย่านกรีนิช วิลเลจ
       
        ร้านรูม เวอร์วิส กวาดต้อนลูกค้าทันสมัยมารวมกันไว้ที่นี่ด้วยร้านสีเทากับ ช่อแชนเดอร์เลียขนาดใหญ่ และอาหารไทยคุ้นหน้าคุ้นตาที่เสิร์ฟร้อนๆ มาบนจานขนาดใหญ่ซึ่งทุกคนที่มาร้านนี้ไม่เพียงติดใจในบรรยากาศที่สวยแปลก แต่ “ผัดไทย” รสจัดก็เรียกลูกค้าให้ถวิลหามิรู้ลืม
       
        ก่อนที่ใครจะตามทันหนุ่มๆ จากลุ่มสไปซ์ตัดสินใจดักทางคนดังที่กำลังขยายร้านรวงมาที่ มีท มาร์เกต ที่นี่เขาเปิดร้านไฮ ไลน์ จนสำเร็จ ร้านนี้ขายอาหารไทย และ เครื่องดื่ม ที่นี่เองอยู่ตรงข้ามร้านเสื้อของสเตลล่า แมคคาร์ทนีย์ ลูกสาวคนเก่งของเซอร์พอล แมคคาร์ทนีย์ ซึ่งเธอกับเพื่อนฝูงมาเป็นแขกเยือนไฮ ไลน์ อยู่เป็นประจำ และที่ร้านนี้เองที่กลุ่มสไปซ์เอื้อเฟื้อชั้นสองในตอนกลางวัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ให้จัดงานปราศรัยการเมืองใหม่กับสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และเทิดภูมิ ใจดี โดยมีพี่หมี ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที เป็นพิธีกร
       
        ทางด้าน “พี่โอ๋” อดีตทนายความจากเมืองไทย เป็นเพื่อนรักจากนาบอนของเรนนี่ เขาตัดสินใจทิ้งอาชีพทนายที่ปวดร้าวเพื่อมาตั้งต้นใหม่ที่นิวยอร์กได้ 25 ปีแล้ว พี่โอ๋จึงเหมือนเป็นมือขวาของเรนนี่ ชายคนนี้บอกกับเราว่า กลุ่มสไปซ์ประสบความสำเร็จด้วยเหตุผลเดียวคือ กล้า แค่กล้าคิด กล้าทำ อะไรๆ ที่ใครว่าทำไม่ได้ แต่พวกเขาทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย
       
        ความโดดเด่นของร้านอาหารไทยกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่รสชาติดั้งเดิมของอาหารไทยอีกต่อไป หนุ่มๆ กลุ่มนี้ปฏิวัติร้านอาหารไทยใหม่หมดจด ทั้งหน้าตาและการตกแต่ง ร้านรวงของเขาทุกแห่งสวยทันสมัยไม่เน้นไทยจ๋าแต่คนจดจำได้ว่าเป็นร้านไทย อาหารของเขาไม่ใช่อาหารไทยรสดั้งเดิม แต่เป็นอาหารไทยคุณภาพกับการตีความใหม่ อาหารไทยทุกจานในร้านนี้ จึงเป็นอาหารไทยคุ้นลิ้นหน้าตาใหม่ เป็นความเก่าผสมความใหม่ เป็นความกลมกลืนที่กลมกล่อม เป็นร้านอาหารไทยที่คนรุ่นใหม่แห่งนิวยอร์กกำลังคลั่งไคล้จนหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ ยกย่องกลุ่มสไปซ์ว่า เป็นร้านอาหารไทย ฟิวชั่น ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ชวนติดตาม น่าหลงใหล เป็นเสน่ห์ตะวันออกที่ไม่ยอมตกยุค และจะไม่มีวันจืดจาง
       
        ความสำเร็จของกลุ่มสไปซ์ ทำให้ธุรกิจร้านอาหารไทยของพวกเขามียอดการจำหน่ายตกปีละประมาณ 35 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อถึงจุดนี้เองพวกเขาจึงตัดสินใจ “มีตึกเป็นของตัวเอง” และนี่คือที่มาของ “อาคารจูเลียงลิ้ม” อาคารสำนักงานสูง 7 ชั้นมูลค่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งยืนโดดเด่นกลางมหานครนิวยอร์กมาได้เกือบปีกว่าแล้ว
       
        นี่คือ อาคารสำนักงานแห่งแรกในมหานครนิวยอร์ก และในสหรัฐฯ ก็ว่าได้ ที่มีชื่ออาคารปรากฏเป็นตัวอักษรภาษาไทย ใครเห็นก็ภูมิใจ โดยไม่ต้องพูดถึงแม่วัย 73 ปีที่มาเยี่ยมลูกชายทุกปี และเคยมายืนที่หน้าอาคารหลังนี้เพื่อรำลึกถึงสามีที่จากไปโดยมิทันได้เห็นความสำเร็จที่มาจากความร่วมแรงร่วมใจของลูกชายที่ตรากตรำเพื่อวันนี้
       
        ลูกชายจากนาบอน นครศรีธรรมราช พี่น้องของยุทธิยง และพันธมิตรฯ นิวยอร์ก ที่กล้าจนชนะ และไม่เคยลืมบ้านเกิดเมืองนอน
       
        พวกเขาบอกว่า นิวยอร์ก คือ ที่ทำงาน แต่เมืองไทย คือ เรือนตาย สักวันหนึ่งจะกลับบ้านและกลับไปตายที่นาบอน แต่ก่อนกลับต้องทำบ้านให้น่าอยู่ น่าอาศัย จะให้แลกด้วยอะไรก็ยอมเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน แล้วจะสำเร็จได้อย่างไรเล่าถ้าไม่ลงมือทำ และคนไทยไม่ร่วมมือกันทำ
       
        พี่หมู พี่โอ๋ น้องยรร และเรนนี่ จากกลุ่มสไปซ์ประสานเสียงในนามพันธมิตรฯนิวยอร์กบอกทิ้งท้ายว่า
       
        บ้านเมืองที่ดี ไม่มีขาย อยากได้ ต้องทำเอง เกิดเป็นคนไทย เกิดมาทั้งทีต้องใช้หนี้แผ่นดิน
       
        ฟังดูแล้วคุ้นๆ แบบนี้แถวบ้านเรียกว่า “พันธมิตรฯ เข้าเส้น”
       
        แต่หนุ่มนาบอนแห่งนิวยอร์กควักมือตบขึ้นมาแล้วตะโกนสุดเสียงว่า สู้ สู้ สู้เพื่อการเมืองใหม่ สู้เพื่อเมืองไทยของเรา สู้เพื่อในหลวงของเรา สู้ สู้

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000074409

Undefined